หมวดหมู่
บทความล่าสุด
สมัครงาน

5 อันดับ ยางรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ? เกาะถนน ปลอดภัย ในทุกการเดินทาง

5 อันดับ ยางรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ? เกาะถนน ปลอดภัย ในทุกการเดินทาง

“ยางรถยนต์” ส่วนประกอบที่สำคัญของรถยนต์ที่ขาดไม่ได้ในการขับเคลื่อนของรถ ในปัจจุบันนี้ มียางรถยนต์หลากหลายยี่ห้อ ที่ขายกันเป็นจำนวนมาก แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ? ว่ามียางรถยนต์ ยี่ห้อไหนดีบ้างนั้น ในบทความนี้ FirstPrice จะมาแนะนำ 5 อันดับ ยางรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี ? เกาะถนน ปลอดภัย ในทุกการเดินทาง โดยจะมียี่ห้ออะไรบ้าง ไปดูกันเลย

1. Dunlop SP Sport LM705

2832-Wheels-1

ยางรถยนต์ Dunlop SP Sport LM705 ยางที่โดดเด่นด้วยการออกแบบร่องยางแบบหยักลึก ที่สามารถช่วยให้อากาศไหลผ่านได้อย่างสะดวก ช่วยให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะบนถนน ทั้งเปียกและแห้งได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการขับทางตรง หรือเข้าโค้งก็มั่นใจได้

จุดเด่นของยางรถยนต์ยี่ห้อนี้ ได้แก่:

  • ร่องยางแบบหยักลึกช่วยรีดน้ำออกจากหน้ายางได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการยึดเกาะถนนบนถนนเปียกและแห้ง
  • ขอบยางที่มีความโค้งมน ช่วยลดเสียงรบกวนจากการเสียดสีกับถนน ให้การขับขี่ที่นุ่มนวลและเงียบสงบ
  • โครงสร้างยางที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทก ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล สบาย
  • ยางตอบสนองต่อการบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ
  • ยางมีอายุการใช้งานยาวนาน ทนทาน คุ้มค่า

2. Dunlop Enasave EC300+

2832-Wheels-2

ยางรถยนต์ Dunlop Enasave EC300+ หนึ่งในตัวเลือก สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ เป็นยางที่เหมาะกับรถบ้าน ขับขี่ทั่วไป เน้นความประหยัด นุ่มเงียบ และคุ้มค่า เป็นรุ่นที่ได้พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น EC300 มาพร้อมคุณสมบัติที่โดดเด่นมากมาย

จุดเด่นของยางรถยนต์ยี่ห้อนี้ ได้แก่:

  • ดอกยางแบบละเอียด สามารถช่วยลดแรงต้าน ช่วยประหยัดน้ำมัน และยังช่วยรีดน้ำบนถนนเปียกได้ดี ไม่แกว่ง
  • เนื้อยางสูตรใหม่ ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ดูดซับแรงกระแทก มีความนุ่มและเงียบ
  • เหมาะกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ทั่วไป เน้นความประหยัด ราคาคุ้มค่า

3. MICHELIN Primacy 4

2832-Wheels-3

ยางรถยนต์ MICHELIN Primacy 4 ถือเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบของยางรถยนต์ เพราะยางรุ่นนี้มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย จากมิชลิน ที่จะช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นในทุกสภาพท้องถนน

จุดเด่นของยางรถยนต์ยี่ห้อนี้ ได้แก่:

  • เทคโนโลยี Silent Rib ช่วยลดเสียงรบกวนจากพื้นถนน ให้คุณเพลิดเพลินกับการขับขี่ที่นุ่มนวลและเงียบสงบ
  • เนื้อยางสูตรพิเศษเพิ่มการยึดเกาะถนนทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างมั่นใจ
  • มีดีไซน์ดอกยางที่ออกแบบมาอย่างพิเศษ ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ Even During Cornering and Braking
  • ร่องดอกยางกว้าง ช่วยรีดน้ำออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่บนถนนที่มีความเปียก
  • ใช้เทคโนโลยี EverGrip ช่วยให้ยางมีอายุการใช้งานยาวนานกว่ายางทั่วไป

4. Yokohama Alliance AL30

2832-Wheels-4

ยางรถยนต์ Yokohama Alliance AL30 เป็นยางที่เหมาะกับรถเก๋งที่ใช้งานในเมือง เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่มองหายางที่ช่วยประหยัดน้ำมัน มีอายุการใช้งานยาวนาน เสียงที่เงียบ ยึดเกาะถนนดีเยี่ยมและรีดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของยางรถยนต์ยี่ห้อนี้ ได้แก่:

  • ประหยัดน้ำมัน: การออกแบบลายดอกยางช่วยลดแรงเสียดทาน
  • อายุการใช้งานยาวนาน: สึกหรอแบบสมมาตร
  • เงียบ: ลายดอกยางช่วยลดเสียงรบกวน
  • ยึดเกาะถนนดี: เนื้อยางสูตรพิเศษ
  • รีดน้ำดีเยี่ยม: ร่องรีดน้ำ 4 ร่อง

5. Bridgestone Turanza T005A

2832-Wheels-5

ยางรถยนต์ Bridgestone Turanza T005A เป็นยางรถเก๋งรุ่น Top ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้รถที่ต้องการความนุ่มเงียบ ควบคุมง่าย ปลอดภัย และดีไซน์สวยงาม เหมาะกับรถครอบครัวที่เน้นขับขี่ใช้งานในเมือง ยางรุ่นนี้ จึงเป็นตัวเลือกที่แนะนำสำหรับผู้ใช้รถที่มองหาว่าซื้อยางรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี เพื่อที่จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ

จุดเด่นของยางรถยนต์ยี่ห้อนี้ ได้แก่:

  • เนื้อยางเพิ่มแรงยึดของโมเลกุล ช่วยให้เบรกได้ดีขึ้น เกาะถนนทุกสภาพพื้นถนน
  • บล็อกดอกยางออกแบบพิเศษ เพื่อลดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร ให้ความเงียบกริบ
  • แก้มยางแข็งแรง ช่วยให้ควบคุมรถได้ดีเยี่ยม ลดอาการล้อเต้น
  • มอบความนุ่มนวล ในการเดินทาง ตลอดการเดินทาง
2832-Wheels-6

เลือกซื้อยางรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี พิจารณาจากอะไร ?

การเลือกซื้อยางรถยนต์ ยี่ห้อไหนดีนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกขนาด และยี่ห้อที่ชอบเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ควรพิจารณา ดังนี้

1. เลือกยางให้เหมาะกับการใช้งาน

สำรวจตัวเองเบื้องต้นว่า ขับขี่แบบไหน เช่น เน้นความเร็ว เน้นความประหยัด เน้นลุย รวมถึงสภาพถนนแบบไหน ถนนเรียบ ถนนขรุขระ ถนนเปียก หรือถนนลูกรัง และความถี่ในการขับขี่บ่อยแค่ไหน ขับขี่ในเมือง ขับขี่ทางไกล ขับขี่ทุกวันหรือไม่ โดยการใช้งานแต่ละประเภทก็ควรเลือกประเภทยางที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. ขับขี่ในเมือง เน้นความประหยัดน้ำมัน
ควรเลือกรถยางที่มีค่าความต้านทานการหมุนต่ำ (Low Rolling Resistance)โดยมักมีสัญลักษณ์ดอกยางรูปใบพัด และเลือกรถยางที่มีขนาดยางมาตรฐานตามคู่มือรถ

2. ขับขี่บนถนน เน้นการยึดเกาะถนน
ควรเลือกรถยางที่มีดอกยางแบบละเอียด (Ribbed Tread) และเลือกรถยางที่มีหน้ายางกว้าง

3. ขับขี่บนถนนเปียก เน้นการรีดน้ำ
ควรเลือกรถยางที่มีร่องดอกยางกว้างและลึก (Grooved Tread) และเลือกยางรถที่มีลายดอกยางแบบทิศทาง (Directional Tread)

4. ขับขี่แบบออฟโรด เน้นความแข็งแรง ทนทาน
ควรเลือกรถยางที่มีดอกยางแบบใหญ่ (Block Tread) และเลือกรถยางที่มีแก้มยางหนา

5. ขับขี่แบบผสมผสาน
เลือกรถยางที่มีดอกยางแบบ All-Terrain เหมาะกับทั้งถนนเรียบและถนนขรุขระ

2832-Wheels-7

2. เลือกยางจากประเภทของรถ

ยางรถยนต์มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับประเภทของรถ ดังนี้

  • รถเก๋ง: ยางรถยนต์สำหรับรถเก๋ง ได้รับการออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพบนทางเรียบ เน้นการยึดเกาะบนถนนเปียก การควบคุม และความสบายในการขับขี่ โดยยางเหล่านี้มักมีดอกยางแบบละเอียดเพื่อการขับขี่ที่เงียบและประหยัดน้ำมัน
  • รถกระบะ: ยางรถยนต์สำหรับรถกระบะ ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้งานหลากหลาย สามารถใช้งานได้ทั้งบนถนนเรียบและถนนขรุขระ โดยยางเหล่านี้มักมีดอกยางแบบหนากว่ายางรถเก๋ง เพื่อการยึดเกาะที่ดีขึ้นบนถนนลูกรังและหิน
  • SUV: ยางรถยนต์สำหรับรถ SUV ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย เช่นเดียวกับยางรถกระบะ โดยยางเหล่านี้สามารถใช้งานได้ทั้งบนถนนเรียบและถนนขรุขระ แต่ยาง SUV มักจะมีดอกยางที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลและเงียบกว่ายางรถกระบะ
  • รถบรรทุก: ยางรถยนต์สำหรับรถบรรทุก ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักบรรทุกหนัก ยางเหล่านี้มักมีดอกยางแบบหนามาก เพื่อการยึดเกาะที่ดีขึ้นบนถนนลูกรังและหิน และยังสามารถทนต่อรอยบากและรอยแตกได้ดีอีกด้วย

3. ประเภทยางรถยนต์

ยางรถยนต์ นั้นมีหลากหลายประเภท ควรเลือกใช้ให้เหมาะสม โดยแบ่งประเภทออกเป็น ดังนี้

  • ยางเรเดียล: เป็นยางที่นิยมใช้กันมากที่สุด มีโครงสร้างแบบซ้อนทับ ทำให้มีความแข็งแรง ทนทาน เกาะถนนดี และขับขี่ได้นุ่มนวล
  • ยางไบแอส: เป็นยางที่มีโครงสร้างแบบไขว้ เหมาะกับรถบรรทุก เพราะมีความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้ดี แต่ขับขี่เสียงดังกว่ายางเรเดียล
  • ยางรันแฟลต: เป็นยางที่สามารถวิ่งต่อได้แม้จะยางรั่ว เหมาะกับรถที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น รถหรู รถตู้ รถสำหรับครอบครัว
  • ยางประหยัดน้ำมัน: เป็นยางที่ออกแบบมาเพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน โดยใช้เนื้อยางพิเศษ และมีดอกยางแบบพิเศษ
  • ยางสปอร์ต: เป็นยางที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่แบบสปอร์ต เน้นการยึดเกาะถนน ควบคุมรถได้ดี เหมาะกับรถสปอร์ต รถซิ่ง
  • ยางออฟโรด: เป็นยางที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่บนถนนขรุขระ ลุยโคลน ลุยหิน เหมาะกับรถกระบะ รถ SUV
2832-Wheels-8

4. ขนาดของยางที่เหมาะสม

วิธีหลักในการหาขนาดยางที่เหมาะสมกับรถของคุณ สามารถพิจาณาได้ ดังนี้

1. ดูข้อมูลจากคู่มือประจำรถ

ดูจากคู่มือประจำรถ โดยมักจะมีข้อมูลเกี่ยวกับขนาดยางที่แนะนำไว้ ซึ่งข้อมูลนี้ มักอยู่ที่บริเวณหน้าแรก ๆ ของคู่มือ หรือในส่วน “ข้อมูลจำเพาะของรถ”

2. ตรวจสอบตัวเลขบนแก้มยาง

ตัวเลขบนแก้มยางจะบอกข้อมูลเกี่ยวกับขนาดยาง ตัวอย่างเช่น ยางที่มีขนาด P225/60R16 91H หมายถึง

  • P = ยางสำหรับรถยนต์นั่ง
  • 225 = ความกว้างหน้ายาง (มม.)
  • 60 = อัตราส่วนความสูงแก้มยางต่อหน้ายาง (%)
  • R = โครงสร้างยางแบบเรเดียล
  • 16 = เส้นผ่านศูนย์กลางล้อ (นิ้ว)
  • 91 = ดัชนีการรับน้ำหนัก
  • H = ดัชนีความเร็ว

5. เลือกจากดอกยางรถยนต์

โดยดอกยางควรมีความลึกมีอย่างน้อย 1.6 มม. เพื่อความปลอดภัย เพราะประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนจะลดลง โดยเฉพาะบนถนนเปียก ในส่วนของความลึกดอกยาง สามารถตรวจสอบความลึกของดอกยางได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

  • ใช้เหรียญ 10 บาท สอดเข้าไปในร่องดอกยาง ถ้าเห็นขอบเหรียญ แสดงว่าดอกยางสึกหรอจนต่ำกว่า 1.6 มม.
  • ใช้ไม้บรรทัดวัดความลึกของดอกยาง
  • ใช้เครื่องวัดความลึกของดอกยาง

ลักษณะของยาง ควรสึกหรอแบบสม่ำเสมอ ไม่มีรอยแตก รอยปริ หากดอกยางที่สึกหรอ มีความไม่สม่ำเสมอ แสดงว่าอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบช่วงล่างได้ หรือยางรอยแตก รอยปริ บนดอกยาง แสดงว่ายางเสื่อมสภาพ ควรเปลี่ยนยางใหม่

6. เปรียบเทียบราคา และการรับประกัน

ควรเลือกร้านค้าที่เชื่อถือได้ เช่น ร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการของผู้ผลิตยาง ร้านค้าที่มีชื่อเสียง เช่น B-Quik, Cockpit หรือร้านค้าออนไลน์ที่มียอดขายสูง และรีวิวดี ในส่วนของการรับประกันยางทุกยี่ห้อมีการรับประกันจากผู้ผลิต โดยทั่วไป 3-5 ปี และร้านค้าบางแห่งอาจมีประกันเพิ่มเติม เช่น ประกันยางรั่ว

2832-Wheels-9

การดูแลรักษายางรถยนต์

การดูแลรักษายางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยยืดอายุการใช้งาน เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ และลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้ โดยควรปฎิบัติ ดังนี้

1. เติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐาน

  • ควรเติมลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนออกเดินทางไกล
  • ตรวจสอบค่าความดันลมยางที่เหมาะสมจากคู่มือรถ หรือบนแก้มยาง
  • แนะนำให้เติมลมยางตอนยางเย็น (ไม่ได้ใช้งานมาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง)
  • การใช้เกจวัดลมยาง จะช่วยให้มั่นใจว่าเติมลมยางได้ตามมาตรฐาน

2. ตรวจสอบสภาพยาง

  • ควรตรวจสอบสภาพยางอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  • สังเกตดอกยาง ว่ายังมีเหลือเพียงพอหรือไม่ โดยทั่วไปควรมีดอกยางไม่น้อยกว่า 3 มม.
  • ตรวจสอบรอยแตกลายงา รอยปริ รอยบวม หรือสิ่งผิดปกติอื่น ๆ บนยาง
  • หากพบสิ่งผิดปกติ ควรนำรถเข้าตรวจเช็คโดยช่างผู้ชำนาญ

3. สับเปลี่ยนยาง

  • ควรสับเปลี่ยนยางทุก ๆ 10,000 กม. หรือทุก ๆ 6 เดือน
  • การสับเปลี่ยนยาง จะช่วยให้ยางสึกหรอเท่ากันทั้ง 4 ล้อ
  • ช่วยยืดอายุการใช้งานของยาง
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่

4. ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ

  • ควรตั้งศูนย์ถ่วงล้อทุก ๆ 10,000 กม. หรือหลังจากเปลี่ยนยางใหม่
  • การตั้งศูนย์ถ่วงล้อ จะช่วยให้รถขับขี่ตรงและนิ่ง
  • ช่วยลดการสึกหรอของยาง
  • ประหยัดน้ำมัน

นอกจากนี้ ยังมีข้อควรระวังเพิ่มเติม ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการขับขี่ด้วยความเร็วสูง
  • หลีกเลี่ยงการเบรกหรือเลี้ยวแบบกะทันหัน
  • หลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนที่ขรุขระ
  • ไม่บรรทุกของหนักเกินพิกัด

บทส่งท้าย

ยางรถยนต์มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและประหยัดน้ำมันเป็นอย่างมาก เมื่อใช้รถในการเดินทาง เพราะฉะนั้น ควรเลือกยางรถยนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เปลี่ยนยางรถยนต์เมื่อถึงเวลาที่กำหนด และดูแลรักษายางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณขับขี่ปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่าย และยืดอายุการใช้งานของรถที่คุณรัก

by FirstPrice Official

เว็บไซต์แนะนำสินค้า ราคาโดนใจ

แนะนำสำหรับคุณ